ผลกระทบของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากโทษแบนของยูฟ่า

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ได้ประกาศบทลงโทษตัดสิทธิ์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากการแข่งขันทุกรายการที่ยูฟ่าเป็นผู้จัดเป็นเวลา 2 ปี ทำให้ทีมเรือใบสีฟ้าหมดสิทธิ์ลงเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้าทันที แม้จะทำอันดับติด 1 ใน 4 ของพรีเมียร์ลีกก็ตาม ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกระทำผิดต่อกฎควบคุมการเงิน (Financial Fair Play) ที่ยูฟ่านำมาใช้ตั้งแต่ปี 2010 โดยทางยูฟ่าตรวจสอบพบว่าเงินที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้รับจากสายการบินเอติฮัด แอร์เวย์ส สปอนเซอร์รายใหญ่ของสโมสร มีเส้นทางการเงินส่วนใหญ่มาจากชีค มันซูร์ เจ้าของทีมชาวอาหรับ ซึ่งการทุ่มเงินส่วนตัวของบรรดามหาเศรษฐีให้กับสโมสรตัวเอง ทำให้สโมสรเหล่านั้นใช้จ่ายอย่างเกินตัวโดยเฉพาะการซื้อนักเตะ นำมาซึ่งความไม่เป็นธรรมในวงการฟุตบอล ยูฟ่าจึงออกกฎควบคุมการเงินเพื่อบังคับใช้กับทุกสโมสรในยุโรป และเมื่อทีมเรือใบกระทำผิดด้วยการบิดเบือนข้อมูลทางบัญชี จึงนำมาซึ่งการลงโทษดังกล่าว

หลังถูกลงโทษ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แถลงการณ์ไม่ยอมรับคำตัดสินของยูฟ่า และยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลกทันที แม้ระหว่างการอุทธรณ์จะทำให้บทลงโทษดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่หากท้ายที่สุดการอุทธรณ์ให้ผลเป็นลบ ย่อมสร้างผลกระทบต่อทีมเรือใบสีฟ้าอย่างมหาศาลในหลายมิติเลยทีเดียว

สูญเสียรายได้มูลค่ามหาศาล

ศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก มีผู้ติดตามรับชมมากกว่า 360 ล้านคนทั่วโลก ผลประโยชน์อันมหาศาลที่ยูฟ่าได้รับถูกนำมาเป็นเงินรางวัลให้กับทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยทีมระดับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ย่อมได้รับการการันตีให้เข้ารอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะได้รับเงินรางวัลทันที 15.25 ล้านยูโร และหากนัดไหนชนะก็จะได้รับอีก 2.7 ล้านยูโร ส่วนนัดที่เสมอจะได้รับ 9 แสนยูโร แถมหากผ่านเข้ารอบลึก ๆ ก็จะได้เงินรางวัลที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเงินรางวัลสำหรับแชมป์มีมูลค่าถึง 19 ล้านยูโร แม้แต่รองแชมป์ก็ยังได้รับอยู่ที่ 15 ล้านยูโร ซึ่งรายได้เหล่านี้จะทำให้พวกเขาสามารถนำไปใช้จับจ่ายนักเตะได้อย่างถูกต้องตามกฎควบคุมการเงิน

สูญเสียอันดับในการเป็นทีมวางรอบแบ่งกลุ่ม

ปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีค่าสัมประสิทธิ์เป็นทีมวางระดับต้น ๆ ของแชมเปียนส์ลีก ทำให้พวกเขาไม่ต้องอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับทีมระดับท็อป แต่การถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันถึง 2 ปี ย่อมส่งผลต่อคะแนนในการจัดอันดับของพวกเขา และอาจทำให้ต้องโคจรไปพบทีมยักษ์ใหญ่ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ต่อไป

สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักเตะและผู้จัดการทีม

แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ถือเป็นความฝันของนักเตะทุกคน การถูกแบบถึง 2 ปี นอกจากจะส่งผลต่อการตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมของนักเตะใหม่แล้ว อาจทำให้บรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ต่างชาติของทีมเลือกที่จะย้ายออกไปหาประสบการณ์ใหม่กับสโมสรที่ได้ลงเล่นในเวทียุโรป ไม่เว้นแม้แต่ตัวเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ประสบความสำเร็จทุกรายการบนเกาะอังกฤษแล้ว หากไม่มีศึกยุโรปให้นำทัพก็ไม่เหลือความท้าทายใดอีก

น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าผลลัพธ์จากการอุทธรณ์จะนำพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปในทิศทางไหน พวกเขาจะได้กลับไปโลดเล่นในเวทียุโรปอย่างที่ตั้งใจ หรือจะต้องสร้างทีมกันใหม่อีกครั้ง แล้วปล่อยให้ความหวังในการเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกสมัยแรกต้องลอยห่างออกไป

ฟรานซิสโก้ เกนโต้ เจ้าของแชมป์ยุโรป 6 สมัยแต่เพียงผู้เดียว

ในปัจจุบัน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือเป็นนักเตะที่ครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกมากที่สุด จำนวน 5 ครั้ง จากการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 สมัย และเรอัล มาดริดอีก 4 สมัย แต่หากนับตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่เดิมรู้จักกันในชื่อ ยูโรเปียนคัพ “ฟรานซิสโก้ เกนโต้” คือเจ้าของถ้วยแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันชิงแชมป์สโมสรยุโรป

ฟรานซิสโก้ เกนโต้ ย้ายจากราซิ่ง ซานตานเดร์ มาร่วมทีมเรอัล มาดริด เมื่อปี 1953 โดยเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซ้ายที่เปี่ยมด้วยเทคนิคการเลี้ยงบอลและการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม จนกลายเป็นนักเตะตำนานหมายเลข 11 ของราชันชุดขาว ด้วยผลงานการพาสโมสรยักษ์ใหญ่ของสเปนคว้าแชมป์ถึง 23 รายการ ซึ่งรวมไปถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพ 6 สมัยด้วย

ในศึกยูโรเปียนคัพครั้งแรกที่จัดขึ้นเมื่อฤดูกาล 1955-56 เรอัล มาดริด เป็น 1 ใน 16 ทีมที่ถูกเชิญเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งทีมราชันชุดขาวที่นำโดยเกนโต้ และอัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ กองหน้าตัวเก่ง ก็สามารถเอาชนะสต๊าด เดอ แร็งส์ ทีมแชมป์จากลีกฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศไปอย่างสนุก 4-3 ทั้งที่เป็นฝ่ายตามหลังถึง 2 ประตูตั้งแต่ต้นเกม ทำให้เรอัล มาดริดกลายเป็นแชมป์ยุโรปทีมแรกอย่างเป็นทางการ

ในฤดูกาลถัดมา ซานติอาโก เบอร์นาเบว ถูกเลือกให้เป็นสนามจัดการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งเรอัล มาดริดสามารถเอาชนะทั้งราปิด เวียนนา, นีซ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับฟิออเรนติน่า โดยแชมป์เก่าโชว์ฟอร์มดุถล่มทีมจากอิตาลีไป 2-0 ในสนามเหย้าของตัวเอง และป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ

ในศึกยูโรเปียนคัพครั้งที่ 3 แม้เรอัล มาดริดจะเพิ่มเปลี่ยนผู้จัดการทีม แต่นักเตะชุดเดิมก็สามารถรักษาฟอร์มทะลุเข้าชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง โดยมีเอซี มิลานเป็นด่านสุดท้าย  ยอดทีมจากอิตาลีทำประตูขึ้นนำได้ก่อน แต่แชมป์เก่าก็ตามตีเสมอได้ทั้ง 2 ครั้ง ทำให้เสมอกันไป 2-2 จนต้องต่อเวลาพิเศษออกไป 30 นาที แล้วก็เป็นเกนโต้ที่ยิงประตูชัยในนาทีที่ 107 ช่วยให้ทีมชุดขาวเป็นคว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน

ปีต่อมาเกนโต้ และดิ สเตฟานโน่ ก็พาทีมเข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการรีแมตช์นัดชิงกับสต๊าด เดอ แร็งส์ ที่มีดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1958 อย่างชุสต์ ฟงแตน เป็นกองหน้าคนสำคัญ โดยทีมราชันชุดขาวเป็นฝ่ายย้ำแค้นไปได้จากลูกยิงของมาเตออส และดิ สเตฟาโน่ ทำให้พวกเขาครองแชมป์ยุโรปอีกสมัย

ฤดูกาล 1959-60 เรอัล มาดริดเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมอีกครั้ง โดยได้ มิเกล มูนญอซ อดีตกัปตันทีมชุดแชมป์ยุโรปสมัยแรกมาเป็นกุนซือ รวมทั้งได้ เฟเรนซ์ ปุสกัส มาเสริมทัพ และด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของนักเตะและผู้จัดการทีม ราชันชุดขาวจึงถล่มไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ตไปถึง 7-3 จากการทำแฮตทริกของ 2 ดาวยิงอย่างดิ สเตฟาโน่ และปุสกัส ทำให้เรอัล มาดริดกลายเป็นแชมป์ยุโรป 5 สมัยติดต่อกันทีมแรกและทีมเดียวจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นเรอัล มาดริดมีโอกาสเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศอีก 2 ครั้ง แต่ก็พ่ายให้กับเบนฟิก้า และอินเตอร์ มิลาน

จนกระทั้งฤดูกาล 1965-66 เกนโต้ในบทบาทกัปตันทีมได้โอกาสลงเล่นนัดชิงอีกครั้ง แม้สองกองหน้าตัวเก่งอย่างดิ สเตฟาโน่ และปุสกัส จะอำลาทีมไปแล้ว แต่ก็ได้ อมานซิโอ อมาโร่ และเฟอร์นานโด เซเรน่า ช่วยกันยิงให้ทีมพลิกกลับมาชนะปาร์ติซาน เบลเกรดได้สำเร็จ โดยนักเตะทีมแชมป์ครั้งนี้มีแค่เกนโต้ที่หลงเหลือมาจากชุดแชมป์สมัยแรกเมื่อปี 1956 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 6 สมัย

เกนโต้ ยิงประตูให้ราชันชุดขาวในศึกยูโรเปียนคัพไปถึง 30 ประตู จากการลงสนาม 89 นัด จนกระทั้งในปี 1971 เขาจึงตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัย 37 ปี นับเป็นการปิดตำนานยอดนักเตะที่ยิ่งใหญ่แห่งยูโรเปียนคัพ

คำสาปของกัตต์มันส์ หายนะ 100 ปีแห่งความว่างเปล่าในเวทียุโรปของเบนฟิก้า

ในยุคเริ่มต้นของศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ตั้งแต่ที่การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ยูโรเปียนคัพ” เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนครองความยิ่งใหญ่ในยุโรปด้วยการคว้าแชมป์ 5 สมัยติดต่อกัน ก่อนที่ เบนฟิก้า จะก้าวขึ้นมาเทียบรอยเท้าด้วยการคว้าแชมป์ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน แต่แล้วยอดทีมจากโปรตุเกสก็ต้องหยุดความสำเร็จไว้เพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นที่โจษจันกันว่าเป็นเพราะ “คำสาปของกัตต์มันส์”

เบนฟิก้า ถือเป็นสโมสรหมายเลขหนึ่งของลีกโปรตุเกส ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียรา ลิก้า 37 สมัย แถมยังเป็นทีมแรกของโปรตุเกสที่ก้าวขึ้นไปเป็นเจ้ายุโรปได้สำเร็จในช่วงต้นยุค 60 จากผลงานการคุมทีมของ “เบล่า กัตต์มันส์” โดยกุนซือชาวออสเตรียนำทัพเหยี่ยวแห่งลิสบอนผงาดครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 2 สมัยซ้อน แถมยังเป็นการล้มยักษ์ใหญ่แห่งสเปนในรอบชิงชนะเลิศได้ทั้งสองครั้งสองครา จากการเอาชนะบาร์เซโลน่า 3-2 ในปี 1961 และชนะเรอัล มาดริด 5-3 ในปี 1692

การพาทีมเป็นแชมป์ยุโรป 2 สมัย แถมยังสามารถเอาชนะทีมของเฟเรนซ์ ปุสกัส นักเตะที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในโลกเวลานั้น ทำให้กัตต์มันส์หาญกล้าเข้าไปคุยกับบอร์ดบริหารสโมสรเพื่อขอเพิ่มค่าจ้างให้กับตัวเองและเงินงบประมาณในการทำทีมเพิ่มเติม แต่สิ่งที่เขาได้รับคือคำปฏิเสธจากอันโตนิโอ คาร์ลอส ประธานสโมสร เนื่องจากเห็นว่าเบนฟิก้าเป็นทีมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยมี ยูเซบิโอ เป็นศูนย์กลางของทีม ในขณะที่ค่าจ้างของกัตต์มันส์ก็มีความเหมาะสมเช่นกัน ภายหลังถูกปฏิเสธกุนซือเลือดร้อนก็ได้ลาออกจากสโมสรทันที พร้อมกับลั่นวาจาไว้ว่า “นับจากนี้ไป 100 ปี เบนฟิก้าจะไม่มีวันได้แชมป์ยุโรปอีก”

เดิมทีไม่มีใครในสโมสรที่สนใจต่อคำสาปแช่งของกัตต์มันส์เลย ในเมื่อทีมยังมียอดนักเตะอย่างยูเซบิโออยู่ แต่แล้วเมื่อทีมแชมป์เก่าพ่ายให้กับเอซี มิลาน ในรอบชิงชนะเลิศปี 1963 จึงเกิดเป็นเสียงร่ำลือขึ้น ยิ่งเมื่อเหยี่ยวลิสบอนแพ้ให้กับอินเตอร์ มิลาน ในรอบชิงชนะเลิศปี 1965 และแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในนัดชิงปี 1968 ก็สร้างความกลัวต่อคำสาปแช่งนั้นให้ชัดเจนขึ้น

หลังจากผ่านไป 20 ปี เบนฟิก้าก็ได้โอกาสกลับสู่รอบชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพ อีกครั้งในปี 1988 แต่ก็ต้องมาแพ้ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในการดวลจุดโทษตัดสิน แถมอีก 2 ปีถัดมาก็ยังพ่ายให้กับเอซี มิลาน ในรอบชิงชนะเลิศเป็นหนที่สองอีกด้วย ส่งผลให้นับแต่ที่กัตต์มันส์จากไปพร้อมกับคำสาปแช่ง เบนฟิก้าสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ 5 ครั้ง แต่ก็ต้องพลาดแชมป์ทุกครั้งไป แถมเมื่อยูโรเปียน คัพ ปรับปรุงรูปแบบการแข่งขันและเปลี่ยนชื่อมาเป็นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ตั้งแต่ปี 1993 เหยี่ยวจากโปรตุเกสยังไม่อาจบินสูงขึ้นถึงรอบชิงชนะเลิศได้เลย รวมไปถึงบอลยุโรปถ้วยรองอย่างยูฟ่าคัพหรือยูโรป้าลีก พวกเขาก็เป็นได้แค่รองแชมป์ทั้ง 3 สมัย

เชื่อกันว่าด้วยความเป็นคนหัวแข็ง ยอมหักไม่ยอมงอของกัตต์มันส์ ทำให้คำสาปของเขายังคงความขลังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน  แม้ตำนานนักเตะและศิษย์ก้นกุฏิอย่างยูเซบิโอจะเดินทางไปขอขมาต่อหน้าหลุมศพที่กรุงเวียนนา ก่อนเกมที่เบนฟิกา จะพบกับเอซี มิลาน เมื่อปี 1990 ก็ยังไม่อาจถอนคำสาปนั้นได้

โรนัลโด้กับแชมเปียนส์ลีก เส้นทางที่ไม่เคยบรรจบกัน

ในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่บนสนามหญ้า “โรนัลโด้” ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่งของโลก โดยมีรางวัลทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติเป็นเครื่องการันตี ไม่ว่าจะเป็นดาวซัลโวประจำทวีปยุโรป ในปี 1997 จากผลงาน 34 ประตู สมัยค้าแข้งอยู่กับบาร์เซโลน่า และดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2002 กับทีมชาติบราซิล แม้ดาวยิงแซมบ้าพาต้นสังกัดกวาดแชมป์มากมายทั้งบอลลีกและบอลถ้วย รวมถึงการเป็นแชมป์ยุโรปทั้งยูฟ่าคัพ และคัพวินเนอร์คัพ แต่สำหรับแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เขากลับไม่เคยได้สัมผัสมันสักครั้ง ทั้งที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปหลายต่อหลายทีม

หลังเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 โรนัลโด้ ได้ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตค้าแข้งในทวีปยุโรปกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ด้วยวัยเพียง 17 ปี ในฤดูกาลแรกเขาก็ฉายแววศูนย์หน้าระดับโลกทันทีด้วยการยิง 30 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวลีกเนเธอร์แลนด์ จนฟอร์มไปเข้าตาทีมใหญ่ของยุโรปอย่างบาร์เซโลน่า ที่คว้าตัวไปร่วมทีมในปี 1996 ด้วยค่าตัว 19.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้น เพียงปีเดียวเขาก็กลายเป็นดาวซัลโวของลาลีกา จาก 34 ประตู ใน 37 เกม ก่อนจะพาบาร์ซ่าเป็นแชมป์บอลถ้วยของสเปน 2 รายการ และปิดท้ายด้วยแชมป์คัพวินเนอร์คัพ ซึ่งโรนัลโด้เป็นผู้ยิงประตูชัยนัดชิง

ในฤดูกาล 1997-98 โรนัลโด้ย้ายทีมด้วยการทำลายสถิติโลกอีกครั้ง เมื่ออินเตอร์ มิลานทุ่มเงินถึง 27 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นค่าตัวของเขา เพียงฤดูกาลแรกเขาก็พาทีมเป็นแชมป์ยูฟ่าคัพ โดยเป็นผู้ยิงประตูปิดท้ายช่วยให้ทีมงูใหญ่เอาชนะลาซิโอในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 3-0 ในฤดูกาลต่อมาโรนัลโด้ก็ได้โอกาสลงเล่นในศึกแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรก และพาทีมเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

โรนัลโด้ ย้ายกลับลาลีก้าอีกครั้งในปี 2002 เพื่อเป็นหนึ่งในขุนพลกาแลคติกอสของเรอัล มาดริด ร่วมกับ ซีเนดีน ซีดาน และหลุยส์ ฟิโก้ โดยขณะนั้นราชันชุดขาวผูกขาดเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกแบบปีเว้นปี มาถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ทำให้เขามีความหวังในการเป็นแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปสักหน แต่หลังจากซูเปอร์สตาร์แซมบ้าย้ายมาร่วมทีม เรอัล มาดริดกลับไม่เคยทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้แม้แต่ครั้งเดียว

ช่วงกลางซีซั่น 2006-07 โรนัลโด้ย้ายกลับอิตาลีอีกรอบเพื่อเล่นให้กับเอซี มิลาน ในท้ายฤดูกาลปีศาจแดงดำเอาชนะลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ แต่โรนัลโด้กลับไม่มีส่วนในความสำเร็จนั้น เนื่องจากติด คัพ-ไทด์ จากการลงเล่นในกับมาดริดมาก่อนช่วงต้นซีซั่น แถมฤดูกาลต่อมาดาวยิงบราซิเลี่ยนต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างหนักจนไม่สามารถลงเล่นได้อีก และถูกปล่อยออกจากทีมไปเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

แม้จะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ด้วยการคว้ารางวัลบัลลงดอร์ถึง 2 สมัย แต่โรนัลโด้กลับโชคร้ายในการเลือกทีมผิดเวลาถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกคือการเลือกย้ายมาร่วมทีมรวมดาราโลกอย่างเรอัล มาดริดในช่วงขาลง และอีกครั้งในการเลือกย้ายมาร่วมทีมเอซี มิลานช้าไปครึ่งฤดูกาล ทำให้เขาพลาดการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศให้กับตัวเอง

อาถรรพ์นัดชิง…เมื่อชาติเดียวกันต้องมาดวลกันเอง

เสน่ห์อย่างหนึ่งของนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก นั้นคือ ถึงแม้จะถูกมองเป็นทีมที่ด้อยกว่า หรืออาจจะมีประสบการณ์ในการเข้าชิงที่น้อยกว่า แต่เมื่อลงสนามแล้วทีมเหล่านั้นก็พร้อมจะกลายเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์เสมอ หลายต่อหลายครั้งแฟนบอลจึงได้เห็นทีมที่มีขุมกำลังและฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่าต้องเป็นฝ่ายน้ำตาตกหลังจบเกมแข่งขันเสียเอง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่กับนัดชิงชนะเลิศของสองสโมสรที่มาจากชาติเดียวกัน เพราะตามสถิติแล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่สโมสรจากประเทศเดียวกันเข้าชิงชนะเลิศกันเอง ทีมที่เคยคว้าแชมป์มากกว่าจะเป็นฝ่ายเก็บถ้วยแชมป์เพิ่มได้ในที่สุด และนี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศของสโมสรชาติเดียวกัน

ปี 2000 : เรอัล มาดริด กับ บาเลนเซีย

หลังก้าวเข้าสู่ยุคมิลเลนเนี่ยม ทีมสัญชาติสเปนก็กลายเป็นสองสโมสรจากประเทศเดียวกันที่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก โดยเวลานั้นเรอัล มาดริดเป็นแชมป์มาแล้ว 7 สมัย ในขณะที่บาเลนเซียต้องการเป็นแชมป์สมัยแรกให้ได้ แต่สุดท้ายทีมราชันชุดขาวที่เลือกใส่ชุดดำในนัดนี้ก็เป็นฝ่ายถล่มเพื่อนร่วมชาติไปถึง 3-0 จากประตูของเฟอร์นานโด มอริเอนเตส, สตีฟ แม็คมานามาน และราอูล กอนซาเลส กลายเป็นแชมป์สมัยที่ 8

ปี 2003 : ยูเวนตุส กับ เอซี มิลาน

หลังจากนั้นสโมสรจากอิตาลีก็เป็นฝ่ายดวลกันเองในรอบชิงชนะเลิศบ้าง โดยเป็นการพบกันระหว่างยูเวนตุส เจ้าของแชมป์ 2 สมัย กับเอซี มิลาน อดีตแชมป์ 5 สมัย ซึ่งก่อนลงสนามทั้งสองทีมมีดีกรีแชมป์จากอิตาลีทั้งคู่ ทีมม้าลายเป็นแชมป์ลีก ในขณะที่ทีมปีศาจแดง-ดำเป็นแชมป์บอลถ้วย เกมการแข่งขันเป็นไปด้วยความสูสี มิลานเกือบขึ้นนำเมื่ออังเดร เชฟเชนโก้ส่งบอลสู่ก้นตาข่ายได้ แต่มีจังหวะล้ำหน้าเสียก่อน หลังจากนั้นทั้งคู่ไม่สามารถทำประตูกันได้จนต้องยิงจุดโทษตัดสินแชมป์ แล้วก็เป็นเชฟเชนโก้ ที่ยิงเข้าไปเป็นคนสุดท้ายช่วยให้เอซี มิลาน ที่เคยเป็นแชมป์มากกว่า เก็บแชมป์เพิ่มได้อีกสมัย

2008 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี

ถัดจากนั้นมาสองทีมจากอังกฤษก็ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้บ้าง โดยเป็นการพบกับของสองทีมที่เพิ่งขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกันมาอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้ 2 สมัย กับเชลซี ที่ยังไม่เคยสัมผัสแชมป์มาก่อน โดยปีศาจแดงได้ประตูออกนำไปก่อนจากลูกโหม่งของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก่อนที่แฟรงค์ แลมพาร์ด จะมายิงตีเสมอก่อนจบครึ่งแรก หลังจากนั้นทั้งสองทีมทำประตูเพิ่มไม่ได้จึงต้องยิงจุดโทษหาผู้ชนะ ปีศาจแดงเป็นฝ่ายยิงก่อน ซึ่งโรนัลโด้เป็นคนเดียวที่ยิงพลาด เชลซีมีโอกาสชนะในการยิงจุดโทษลูกสุดท้ายของจอห์น เทอร์รี่ แต่แล้วอาถรรพ์ก็ทำงานเมื่อกัปตันสิงห์บลูลื้นระหว่างยิงจนบอลไปชนเสาอย่างจัง ก่อนที่นิโคลาร์ อเนลก้า จะยิงไปติดเซฟของเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ พลาดการเป็นแชมป์สมัยแรกอย่างน่าเจ็บใจ

2013 : บาร์เยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

และแล้วนัดชิงชนะเลิศก็เป็นทีของสองทีมจากเยอรมันโคจรมาพบกันเองบ้าง โดยบาร์เยิร์น มิวนิค แชมป์ 4 สมัย ได้โอกาสดวลกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แชมป์ 1 สมัย เกมมาเข้มข้นในครึ่งหลังเมื่อ มาริโอ มานด์ซูคิซ ยิงให้ทีมเสือใต้ออกนำไปก่อนในนาทีที่ 60 แต่หลังจากนั้น 8 นาที อิคาย กุนโดกัน ก็ตามตีเสมอได้จากจุดโทษ ก่อนที่ อาร์เยน ร็อบเบน จะมายิงประตูชัยให้ทีมเสือใต้ก่อนหมดเวลานาทีเดียว ทำให้อาถรรพ์ยังดำเนินต่อไป

2014 : รีล มาดริด กับ แอตเลติโก มาดริด

ในปี 2014 ทีมจากสเปนก็ได้ชิงกันเองอีกครั้ง โดยครั้งนี้ยังคงเป็นเรอัล มาดริด เจ้าเดิมที่พกดีกรีแชมป์ 9 สมัย แต่คู่แข่งเปลี่ยนมาเป็นทีมร่วมเมืองอย่าง แอตเลติโก มาดริด ที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์มาก่อน นับเป็นดาบี้แมตช์นัดชิงชนะเลิศครั้งแรกของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกด้วย โดยก่อนลงสนามทีมตราหมีเพิ่งจะคว้าแชมป์ลาลีลาสเปนมาอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเมื่อเริ่มเกมไปได้ 36 นาที ดีเอโก โกดิน ก็โหม่งให้ทีมตราหมีขึ้นนำ เกมทำท่าว่าจะจบด้วยชัยชนะของทีมที่คว้าแชมป์น้อยกว่าอยู่แล้ว แต่หลังจากทดเวลาบาดเจ็บไปได้ 3 นาที เซร์คิโอ รามอส ก็โหม่งตีเสมอให้ทีมราชันได้ลุ้นต่อในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนที่แกเร็ธ เบล, มาร์เซโล และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะช่วยกันยิงให้ทีมมาดริดมุมสีขาวคว้าแชมป์โดยไม่ต้องดวลจุดโทษ

2016 : รีล มาดริด กับ แอตเลติโก มาดริด

คล้อยหลังมา 2 ปี ดาร์บี้แมตช์นัดชิงชนะเลิศก็กลับมาจัดนัดล้างตากันอีกครั้ง โดยครั้งนี้เรอัล มาดริดเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนจากรามอส ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แอตเลติโกมาได้ลูกจุดโทษในช่วงต้นครึ่งหลัง แต่อองตวน กรีซมัน ยิงไปชนคานกระเด้งออกมา หลังจากนั้นทีมตราหมีโหมบุกอย่างหนักและได้ลูกยิงตีเสมอจากยานนิค การ์ราสโก จนต้องต่อเวลาพิเศษแล้วยิงจุดโทษตัดสิน เรอัล มาดริดยิงได้แม่นกว่าจึงคว้าแชมป์ไปในที่สุด

2019 : ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

จนกระทั้งครั้งล่าสุด ทีมจากอังกฤษทะลุมาเจอกันในรอบชิงอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการพบกันระหว่างลิเวอร์พูล แชมป์ 5 สมัย กับสเปอร์ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงเป็นครั้งแรก แม้ลิเวอร์พูลจะมีขุมกำลังที่เหนือกว่า แต่กูรูหลายสำนักกลับไม่ฟันธงให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ เนื่องจากอาถรรพ์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นำทีมแพ้นัดชิงชนะเลิศถึง 6 ครั้งติดต่อกัน แต่แล้วเมื่อเกมเริ่มต้นขึ้นลูกทีมของคล็อปป์ก็ออกนำตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนจะบวกได้อีกประตูก่อนหมดเวลา ช่วยให้หงส์แดงคว้าแชมป์สมัยที่ 6 และแสดงให้โลกเห็นว่าอาถรรพ์นัดชิงจากชาติเดียวกันรุนแรงกว่าอาถรรพ์อื่นทุกเรื่อง

บททดสอบฝีมือของซีเนดีน ซีดาน บนความล้มเหลวของเรอัล มาดริด

ความพ่ายแพ้ของ เรอัล มาดริด ในบ้านตัวเองให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 1-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก2019-20 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ทีมราชันชุดขาวจะจอดตั้งแต่รอบน็อกเอาท์แรกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ถูกเขี่ยตกรอบนี้ด้วยน้ำมือ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม อย่างพลิกความคาดหมาย ทั้งที่เมื่อฤดูกาลก่อนหน้านั้น เรอัล มาดริด คือทีมแรกในปะวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน

ในเกมดังกล่าว เรอัล มาดริดสามารถออกนำได้ก่อนจากการฉกฉวยความผิดพลาดของแนวรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ วินิซิอุส จูเนียร์ จ่ายบอลเข้ากลางให้ อิสโก้ ยิงโล่ง ๆ เข้าประตูไปในนาทีที่ 60 แต่เมื่อเป็นฝ่ายตามหลังทีมเยือนก็โหมบุกจนมาได้ประตูตีไข่แตกจากความยอดเยี่ยมของเควิน เดอ บรอยน์ ที่เลี้ยงฝ่าแนวรับเจ้าบ้านในกรอบเขตโทษถึง 4 คน ก่อนจะบรรจงเปิดให้ กาเบรียล เฆซุส โหม่งทำประตูในนาทีที่ 78 หลังจากนั้น 5 นาทีเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมก็เป็นคนสังหารจุดโทษช่วยให้ทีมเรือใบสีฟ้าเก็บชัยชนะในเลกแรกไปได้ก่อน แถมช่วงท้ายเกม เซร์คิโอ รามอส ยังมาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ยิ่งทำให้สถานการณ์ของราชันชุดขาวเลวร้ายลงไปอีก เพราะนอกจากจะเสียอเวย์โกล์ไปถึง 2 ประตู ยังต้องมาเสียกองหลังคนสำคัญในนัดหน้าอีกด้วย ทำให้หนทางการผ่านเข้ารอบต่อไปยิ่งมืดมนเข้าไปใหญ่

ในการกลับมาคุมทีมอีกครั้งของซีเนดีน ซีดาน กุนซือเมืองน้ำหอมต้องประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องการจบสกอร์ เมื่อขาดเครื่องจักรผลิตประตูอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เนื่องจากกัปตันทีมชาติโปรตุเกสถือเป็นนักเตะที่แบกทีมในเรื่องการทำประตูมาแต่ไหนแต่ไร เขาถล่มไปถึง 43 ประตูตลอด 3 ฤดูกาลที่ช่วยให้ทีมครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน โดยปัจจุบันคาริม เบนเซม่า ศูนย์หน้าตัวหลักของทีมที่เพิ่งลงเล่นเกมยุโรปให้กับทีมครบ 100 นัดในเกมล่าสุด เพิ่งจะยิงให้กับทีมในซีซั่นนี้ไปได้แค่ 4 ประตู แถมเอเด็น อาซาร์ นักเตะที่ทีมหวังให้เป็นตัวตายตัวแทนจนทุ่มทุนสูงถึง 150 ล้านปอนด์ กลับใช้เวลาไปกับการรักษาตัวมากกว่าการลงสนาม นอกจากนั้นเหล่าแนวรุกดาวรุ่งที่ทุ่มซื้อมาร่วมทีมด้วยมูลค่ามหาศาลทั้งลูก้า โยวิช และโรดรีโก้ กลับไม่อาจก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมได้เลยสักคน จนต้องกลับไปพึ่งแกเร็ธ เบล ที่เหมือนจะหมดอนาคตกลับทีมไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งผลงานของปีกทีมชาติเวลล์ก็ไม่ต่างจากคนอื่นสักเท่าไหร่

การแข่งขันนัดต่อไปถือเป็นงานท้าทายครั้งใหญ่ของซีเนดีน ซีดาน ในการพาทีมราชันชุดขาวที่เน้นความสามารถเฉพาะตัวตามสไตล์ทีมรวมดารา เข้าต่อกรกับลูกทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เน้นการครองบอลและใช้ทีมเวิร์คในการเข้าทำประตู ซึ่งถือเป็นบททดสอบพิสูจน์ฝีมือของเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสอีกครั้งว่าแชมป์ทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นผลจากมันสมองของเขา หรือจากฝีเท้าของโรนัลโด้เป็นสำคัญ ซึ่งหากเรอัล มาดริดยังล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง เราคงได้เห็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวแน่นอน