โรนัลโด้กับแชมเปียนส์ลีก เส้นทางที่ไม่เคยบรรจบกัน

ในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่บนสนามหญ้า “โรนัลโด้” ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่งของโลก โดยมีรางวัลทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติเป็นเครื่องการันตี ไม่ว่าจะเป็นดาวซัลโวประจำทวีปยุโรป ในปี 1997 จากผลงาน 34 ประตู สมัยค้าแข้งอยู่กับบาร์เซโลน่า และดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2002 กับทีมชาติบราซิล แม้ดาวยิงแซมบ้าพาต้นสังกัดกวาดแชมป์มากมายทั้งบอลลีกและบอลถ้วย รวมถึงการเป็นแชมป์ยุโรปทั้งยูฟ่าคัพ และคัพวินเนอร์คัพ แต่สำหรับแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เขากลับไม่เคยได้สัมผัสมันสักครั้ง ทั้งที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปหลายต่อหลายทีม

หลังเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 โรนัลโด้ ได้ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตค้าแข้งในทวีปยุโรปกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ด้วยวัยเพียง 17 ปี ในฤดูกาลแรกเขาก็ฉายแววศูนย์หน้าระดับโลกทันทีด้วยการยิง 30 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวลีกเนเธอร์แลนด์ จนฟอร์มไปเข้าตาทีมใหญ่ของยุโรปอย่างบาร์เซโลน่า ที่คว้าตัวไปร่วมทีมในปี 1996 ด้วยค่าตัว 19.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้น เพียงปีเดียวเขาก็กลายเป็นดาวซัลโวของลาลีกา จาก 34 ประตู ใน 37 เกม ก่อนจะพาบาร์ซ่าเป็นแชมป์บอลถ้วยของสเปน 2 รายการ และปิดท้ายด้วยแชมป์คัพวินเนอร์คัพ ซึ่งโรนัลโด้เป็นผู้ยิงประตูชัยนัดชิง

ในฤดูกาล 1997-98 โรนัลโด้ย้ายทีมด้วยการทำลายสถิติโลกอีกครั้ง เมื่ออินเตอร์ มิลานทุ่มเงินถึง 27 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นค่าตัวของเขา เพียงฤดูกาลแรกเขาก็พาทีมเป็นแชมป์ยูฟ่าคัพ โดยเป็นผู้ยิงประตูปิดท้ายช่วยให้ทีมงูใหญ่เอาชนะลาซิโอในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 3-0 ในฤดูกาลต่อมาโรนัลโด้ก็ได้โอกาสลงเล่นในศึกแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรก และพาทีมเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

โรนัลโด้ ย้ายกลับลาลีก้าอีกครั้งในปี 2002 เพื่อเป็นหนึ่งในขุนพลกาแลคติกอสของเรอัล มาดริด ร่วมกับ ซีเนดีน ซีดาน และหลุยส์ ฟิโก้ โดยขณะนั้นราชันชุดขาวผูกขาดเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกแบบปีเว้นปี มาถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ทำให้เขามีความหวังในการเป็นแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปสักหน แต่หลังจากซูเปอร์สตาร์แซมบ้าย้ายมาร่วมทีม เรอัล มาดริดกลับไม่เคยทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้แม้แต่ครั้งเดียว

ช่วงกลางซีซั่น 2006-07 โรนัลโด้ย้ายกลับอิตาลีอีกรอบเพื่อเล่นให้กับเอซี มิลาน ในท้ายฤดูกาลปีศาจแดงดำเอาชนะลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ แต่โรนัลโด้กลับไม่มีส่วนในความสำเร็จนั้น เนื่องจากติด คัพ-ไทด์ จากการลงเล่นในกับมาดริดมาก่อนช่วงต้นซีซั่น แถมฤดูกาลต่อมาดาวยิงบราซิเลี่ยนต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างหนักจนไม่สามารถลงเล่นได้อีก และถูกปล่อยออกจากทีมไปเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

แม้จะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ด้วยการคว้ารางวัลบัลลงดอร์ถึง 2 สมัย แต่โรนัลโด้กลับโชคร้ายในการเลือกทีมผิดเวลาถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกคือการเลือกย้ายมาร่วมทีมรวมดาราโลกอย่างเรอัล มาดริดในช่วงขาลง และอีกครั้งในการเลือกย้ายมาร่วมทีมเอซี มิลานช้าไปครึ่งฤดูกาล ทำให้เขาพลาดการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศให้กับตัวเอง

อาถรรพ์นัดชิง…เมื่อชาติเดียวกันต้องมาดวลกันเอง

เสน่ห์อย่างหนึ่งของนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก นั้นคือ ถึงแม้จะถูกมองเป็นทีมที่ด้อยกว่า หรืออาจจะมีประสบการณ์ในการเข้าชิงที่น้อยกว่า แต่เมื่อลงสนามแล้วทีมเหล่านั้นก็พร้อมจะกลายเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์เสมอ หลายต่อหลายครั้งแฟนบอลจึงได้เห็นทีมที่มีขุมกำลังและฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่าต้องเป็นฝ่ายน้ำตาตกหลังจบเกมแข่งขันเสียเอง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่กับนัดชิงชนะเลิศของสองสโมสรที่มาจากชาติเดียวกัน เพราะตามสถิติแล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่สโมสรจากประเทศเดียวกันเข้าชิงชนะเลิศกันเอง ทีมที่เคยคว้าแชมป์มากกว่าจะเป็นฝ่ายเก็บถ้วยแชมป์เพิ่มได้ในที่สุด และนี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศของสโมสรชาติเดียวกัน

ปี 2000 : เรอัล มาดริด กับ บาเลนเซีย

หลังก้าวเข้าสู่ยุคมิลเลนเนี่ยม ทีมสัญชาติสเปนก็กลายเป็นสองสโมสรจากประเทศเดียวกันที่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก โดยเวลานั้นเรอัล มาดริดเป็นแชมป์มาแล้ว 7 สมัย ในขณะที่บาเลนเซียต้องการเป็นแชมป์สมัยแรกให้ได้ แต่สุดท้ายทีมราชันชุดขาวที่เลือกใส่ชุดดำในนัดนี้ก็เป็นฝ่ายถล่มเพื่อนร่วมชาติไปถึง 3-0 จากประตูของเฟอร์นานโด มอริเอนเตส, สตีฟ แม็คมานามาน และราอูล กอนซาเลส กลายเป็นแชมป์สมัยที่ 8

ปี 2003 : ยูเวนตุส กับ เอซี มิลาน

หลังจากนั้นสโมสรจากอิตาลีก็เป็นฝ่ายดวลกันเองในรอบชิงชนะเลิศบ้าง โดยเป็นการพบกันระหว่างยูเวนตุส เจ้าของแชมป์ 2 สมัย กับเอซี มิลาน อดีตแชมป์ 5 สมัย ซึ่งก่อนลงสนามทั้งสองทีมมีดีกรีแชมป์จากอิตาลีทั้งคู่ ทีมม้าลายเป็นแชมป์ลีก ในขณะที่ทีมปีศาจแดง-ดำเป็นแชมป์บอลถ้วย เกมการแข่งขันเป็นไปด้วยความสูสี มิลานเกือบขึ้นนำเมื่ออังเดร เชฟเชนโก้ส่งบอลสู่ก้นตาข่ายได้ แต่มีจังหวะล้ำหน้าเสียก่อน หลังจากนั้นทั้งคู่ไม่สามารถทำประตูกันได้จนต้องยิงจุดโทษตัดสินแชมป์ แล้วก็เป็นเชฟเชนโก้ ที่ยิงเข้าไปเป็นคนสุดท้ายช่วยให้เอซี มิลาน ที่เคยเป็นแชมป์มากกว่า เก็บแชมป์เพิ่มได้อีกสมัย

2008 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี

ถัดจากนั้นมาสองทีมจากอังกฤษก็ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้บ้าง โดยเป็นการพบกับของสองทีมที่เพิ่งขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกันมาอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้ 2 สมัย กับเชลซี ที่ยังไม่เคยสัมผัสแชมป์มาก่อน โดยปีศาจแดงได้ประตูออกนำไปก่อนจากลูกโหม่งของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก่อนที่แฟรงค์ แลมพาร์ด จะมายิงตีเสมอก่อนจบครึ่งแรก หลังจากนั้นทั้งสองทีมทำประตูเพิ่มไม่ได้จึงต้องยิงจุดโทษหาผู้ชนะ ปีศาจแดงเป็นฝ่ายยิงก่อน ซึ่งโรนัลโด้เป็นคนเดียวที่ยิงพลาด เชลซีมีโอกาสชนะในการยิงจุดโทษลูกสุดท้ายของจอห์น เทอร์รี่ แต่แล้วอาถรรพ์ก็ทำงานเมื่อกัปตันสิงห์บลูลื้นระหว่างยิงจนบอลไปชนเสาอย่างจัง ก่อนที่นิโคลาร์ อเนลก้า จะยิงไปติดเซฟของเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ พลาดการเป็นแชมป์สมัยแรกอย่างน่าเจ็บใจ

2013 : บาร์เยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

และแล้วนัดชิงชนะเลิศก็เป็นทีของสองทีมจากเยอรมันโคจรมาพบกันเองบ้าง โดยบาร์เยิร์น มิวนิค แชมป์ 4 สมัย ได้โอกาสดวลกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แชมป์ 1 สมัย เกมมาเข้มข้นในครึ่งหลังเมื่อ มาริโอ มานด์ซูคิซ ยิงให้ทีมเสือใต้ออกนำไปก่อนในนาทีที่ 60 แต่หลังจากนั้น 8 นาที อิคาย กุนโดกัน ก็ตามตีเสมอได้จากจุดโทษ ก่อนที่ อาร์เยน ร็อบเบน จะมายิงประตูชัยให้ทีมเสือใต้ก่อนหมดเวลานาทีเดียว ทำให้อาถรรพ์ยังดำเนินต่อไป

2014 : รีล มาดริด กับ แอตเลติโก มาดริด

ในปี 2014 ทีมจากสเปนก็ได้ชิงกันเองอีกครั้ง โดยครั้งนี้ยังคงเป็นเรอัล มาดริด เจ้าเดิมที่พกดีกรีแชมป์ 9 สมัย แต่คู่แข่งเปลี่ยนมาเป็นทีมร่วมเมืองอย่าง แอตเลติโก มาดริด ที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์มาก่อน นับเป็นดาบี้แมตช์นัดชิงชนะเลิศครั้งแรกของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกด้วย โดยก่อนลงสนามทีมตราหมีเพิ่งจะคว้าแชมป์ลาลีลาสเปนมาอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเมื่อเริ่มเกมไปได้ 36 นาที ดีเอโก โกดิน ก็โหม่งให้ทีมตราหมีขึ้นนำ เกมทำท่าว่าจะจบด้วยชัยชนะของทีมที่คว้าแชมป์น้อยกว่าอยู่แล้ว แต่หลังจากทดเวลาบาดเจ็บไปได้ 3 นาที เซร์คิโอ รามอส ก็โหม่งตีเสมอให้ทีมราชันได้ลุ้นต่อในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนที่แกเร็ธ เบล, มาร์เซโล และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะช่วยกันยิงให้ทีมมาดริดมุมสีขาวคว้าแชมป์โดยไม่ต้องดวลจุดโทษ

2016 : รีล มาดริด กับ แอตเลติโก มาดริด

คล้อยหลังมา 2 ปี ดาร์บี้แมตช์นัดชิงชนะเลิศก็กลับมาจัดนัดล้างตากันอีกครั้ง โดยครั้งนี้เรอัล มาดริดเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนจากรามอส ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แอตเลติโกมาได้ลูกจุดโทษในช่วงต้นครึ่งหลัง แต่อองตวน กรีซมัน ยิงไปชนคานกระเด้งออกมา หลังจากนั้นทีมตราหมีโหมบุกอย่างหนักและได้ลูกยิงตีเสมอจากยานนิค การ์ราสโก จนต้องต่อเวลาพิเศษแล้วยิงจุดโทษตัดสิน เรอัล มาดริดยิงได้แม่นกว่าจึงคว้าแชมป์ไปในที่สุด

2019 : ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

จนกระทั้งครั้งล่าสุด ทีมจากอังกฤษทะลุมาเจอกันในรอบชิงอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการพบกันระหว่างลิเวอร์พูล แชมป์ 5 สมัย กับสเปอร์ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงเป็นครั้งแรก แม้ลิเวอร์พูลจะมีขุมกำลังที่เหนือกว่า แต่กูรูหลายสำนักกลับไม่ฟันธงให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ เนื่องจากอาถรรพ์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นำทีมแพ้นัดชิงชนะเลิศถึง 6 ครั้งติดต่อกัน แต่แล้วเมื่อเกมเริ่มต้นขึ้นลูกทีมของคล็อปป์ก็ออกนำตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนจะบวกได้อีกประตูก่อนหมดเวลา ช่วยให้หงส์แดงคว้าแชมป์สมัยที่ 6 และแสดงให้โลกเห็นว่าอาถรรพ์นัดชิงจากชาติเดียวกันรุนแรงกว่าอาถรรพ์อื่นทุกเรื่อง

บททดสอบฝีมือของซีเนดีน ซีดาน บนความล้มเหลวของเรอัล มาดริด

ความพ่ายแพ้ของ เรอัล มาดริด ในบ้านตัวเองให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 1-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก2019-20 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ทีมราชันชุดขาวจะจอดตั้งแต่รอบน็อกเอาท์แรกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ถูกเขี่ยตกรอบนี้ด้วยน้ำมือ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม อย่างพลิกความคาดหมาย ทั้งที่เมื่อฤดูกาลก่อนหน้านั้น เรอัล มาดริด คือทีมแรกในปะวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน

ในเกมดังกล่าว เรอัล มาดริดสามารถออกนำได้ก่อนจากการฉกฉวยความผิดพลาดของแนวรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ วินิซิอุส จูเนียร์ จ่ายบอลเข้ากลางให้ อิสโก้ ยิงโล่ง ๆ เข้าประตูไปในนาทีที่ 60 แต่เมื่อเป็นฝ่ายตามหลังทีมเยือนก็โหมบุกจนมาได้ประตูตีไข่แตกจากความยอดเยี่ยมของเควิน เดอ บรอยน์ ที่เลี้ยงฝ่าแนวรับเจ้าบ้านในกรอบเขตโทษถึง 4 คน ก่อนจะบรรจงเปิดให้ กาเบรียล เฆซุส โหม่งทำประตูในนาทีที่ 78 หลังจากนั้น 5 นาทีเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมก็เป็นคนสังหารจุดโทษช่วยให้ทีมเรือใบสีฟ้าเก็บชัยชนะในเลกแรกไปได้ก่อน แถมช่วงท้ายเกม เซร์คิโอ รามอส ยังมาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ยิ่งทำให้สถานการณ์ของราชันชุดขาวเลวร้ายลงไปอีก เพราะนอกจากจะเสียอเวย์โกล์ไปถึง 2 ประตู ยังต้องมาเสียกองหลังคนสำคัญในนัดหน้าอีกด้วย ทำให้หนทางการผ่านเข้ารอบต่อไปยิ่งมืดมนเข้าไปใหญ่

ในการกลับมาคุมทีมอีกครั้งของซีเนดีน ซีดาน กุนซือเมืองน้ำหอมต้องประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องการจบสกอร์ เมื่อขาดเครื่องจักรผลิตประตูอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เนื่องจากกัปตันทีมชาติโปรตุเกสถือเป็นนักเตะที่แบกทีมในเรื่องการทำประตูมาแต่ไหนแต่ไร เขาถล่มไปถึง 43 ประตูตลอด 3 ฤดูกาลที่ช่วยให้ทีมครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน โดยปัจจุบันคาริม เบนเซม่า ศูนย์หน้าตัวหลักของทีมที่เพิ่งลงเล่นเกมยุโรปให้กับทีมครบ 100 นัดในเกมล่าสุด เพิ่งจะยิงให้กับทีมในซีซั่นนี้ไปได้แค่ 4 ประตู แถมเอเด็น อาซาร์ นักเตะที่ทีมหวังให้เป็นตัวตายตัวแทนจนทุ่มทุนสูงถึง 150 ล้านปอนด์ กลับใช้เวลาไปกับการรักษาตัวมากกว่าการลงสนาม นอกจากนั้นเหล่าแนวรุกดาวรุ่งที่ทุ่มซื้อมาร่วมทีมด้วยมูลค่ามหาศาลทั้งลูก้า โยวิช และโรดรีโก้ กลับไม่อาจก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมได้เลยสักคน จนต้องกลับไปพึ่งแกเร็ธ เบล ที่เหมือนจะหมดอนาคตกลับทีมไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งผลงานของปีกทีมชาติเวลล์ก็ไม่ต่างจากคนอื่นสักเท่าไหร่

การแข่งขันนัดต่อไปถือเป็นงานท้าทายครั้งใหญ่ของซีเนดีน ซีดาน ในการพาทีมราชันชุดขาวที่เน้นความสามารถเฉพาะตัวตามสไตล์ทีมรวมดารา เข้าต่อกรกับลูกทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เน้นการครองบอลและใช้ทีมเวิร์คในการเข้าทำประตู ซึ่งถือเป็นบททดสอบพิสูจน์ฝีมือของเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสอีกครั้งว่าแชมป์ทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นผลจากมันสมองของเขา หรือจากฝีเท้าของโรนัลโด้เป็นสำคัญ ซึ่งหากเรอัล มาดริดยังล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง เราคงได้เห็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวแน่นอน